กำลังโหลดข้อมูล กรุณารอสักครู่ ...
โรงเรียนบ้านป่าหม้อหนองคู PA-MOR-NONG-KOO SCHOOL     อำเภอพระยืน จังหวัดขอนแก่น สพป.ขอนแก่น เขต 1    


ลงนามคำรับรองMOUครูเพื่อศิษย์

 

สัญญาด้วยกาย MOU กระทำด้วยใจที่ทุ่มเท เพื่อเด็กนักเรียนมีพัฒนาการตามเป้าหมาย คำรับรองปฏิบัติราชการ ทั้งนี้นั้นหลักฐานร่องรอยนี้เพื่อให้ระลึกถึงหน้าที่ที่พึงกระทำเพื่อการศึกษา

More...
ลงนามคำรับรองMOUครูเพื่อศิษย์

นิเทศภายใน

 

นิเทศภายใน ภาคเรียนที่ 1/2562 ช่วงชั้นที่ 1 โรงเรียนบ้านป่าหม้อหนองคู

More...
นิเทศภายใน

The One ยอดคน กับ คนธรรมดา

 

ฟ้ามิได้แบ่ง ‘ยอดคน’ กับ ‘คนธรรมดา’ ออกจากกัน ยอดคนจะปรากฏขึ้นเสมอแต่นั้นมิใช่เพราะ ‘ฟ้ากำหนด’ การที่ ‘ยอดคน’ ปรากฏขึ้นได้เพราะเขาผ่านการ ‘ฝึกฝน’ และ ‘เรียนรู้’ ที่จะเป็นยอดคน

More...
The One ยอดคน กับ คนธรรมดา

ออกมาเล่นกันเถอะ

 

การเล่นคือการฝึกทักษะ ดีต่อร่างกาย และส่วนต่างๆภายในรวมไปจนถึงสภาพจิตใจ และความคิดอ่านจะปราดเปรียว kidactiveplay.com

More...
ออกมาเล่นกันเถอะ
Language:
Access มุมสมาชิก
 
   Access to management
User
Password
ประเภท
 
 
 
คลังความรู้
   อาหารและสารอาหาร
   กระรอกรอบรู้
   เด็กกับมือถือ อันตรายหรือไม่?
    ประจุไฟฟ้าอิสระ
   คุณภาพของน้ำดื่ม
   data.go.th
   apps.go.th
 
เอกสาร คู่มือ ประกอบการอบรม
    คณิตคิดในใจThinking math มีข้อสอบO-NETป.6ปี2560 สื่อ 60 พรรษา สำหรับครูและนักเรียน
    นวัตกรรมอ่านออกเขียนได้ ศน.พงษ์ลัดดา แม่กก แม่กด แม่กง แม่กม แม่กน แม่เกย แม่เกอว
    เทคนิค วิธีกาารจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อขับเคลื่อนจุดเน้นการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน
    เล่มแผนพัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564)
    พรบ.การจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560
Breaking News
  Latest News
 
News Online

ไทยรัฐ | เดลินิวส์ | มติชน| คม ชัด ลึก| ข่าวสด เนชั่นแนล Geographic | ห้องสมุดรอบโลก | สวทช. ธรรมะไทย | พระไตรปิฎกออนไลน์ | ลานธรรมเสวนา
ธรรมะจักร | กัลยาณมิตร | พระธรรมกาย วิชาการ.คอม | ทรูปลูกปัญญา | สสส.| รักบ้านเกิด.

 
 
Statistic & Counter

ขณะนี้ออนไลน์: 1 คน

สถิติวันนี้:      2 คน

สถิติเดือนนี้:   27 คน

สถิติปีนี้:        552 คน

สถิติทั้งหมด: 1215 คน

 

กระรอกรอบรู้

ทุ่งหญ้าและป่าใหญ่ข้างหมู่บ้าน แห่งหนึ่งเต็มไปด้วยไม้ดอก ไม้ผล ใหญ่น้อยนานานพันธุ์ ที่นี่มีกระรอก หลายครอบครัวอาศัยต้นไม้อยู่เป็นบ้าน เรียกได้ว่าเป็นหมู่บ้านกระรอกเลยทีเดียว แต่ละครอบครัวก็มีทั้งพ่อ แม่และ ลูก ๆ กระรอก

ในหมู่บ้านกระรอกแห่งนี้มีกระรอกเฒ่าหนวดขาวอยู่ตัวหนึ่งซึ่งแก่มากแล้ว อาศัยอยู่ตัวเดียวในโพรงต้นมะม่วง ไม่มีใครเคยเห็นครอบครัวของกระรอกเฒ่าเลย กระรอกเด็ก ๆ ต่างพากันเรียกระรอกเฒ่าตัวนี้ว่า “คุณปู่หนวดยาว” กระรอกเด็ก ๆ ในป่าแห่งนี้ชอบมาพูดคุยกับคุณปู่หนวดยาว เพราะว่าคุณปู่หนวดยาวใจดีและมักจะมีเรื่องเล่าให้กระรอกเด็ก ๆ ฟังเสมอ

ทุก ๆ เช้าคุณปู่หนวดยาวจะมานั่งอยู่บนขอนไม้ใหญ่ใต้ต้นมะม่วงป่าที่มีผลสุกร่วงอยู่เต็มพื้น กระรอกเด็ก ๆ ชอบมาวิ่งเล่นและเก็บผลไม้กินกัน

เช้าวันที่มีอากาศแจ่มใส เจ้ากระรอกน้อยหางแดงช่างสงสัยวิ่งไล่กับกระรอกหางเทาจนเหนื่อย จึงมาเก็บมะม่วงกินบนต้นมะม่วงที่คุณปู่หนวดยาวนั่งอยู่ นกปรอด ตัวหนึ่งก็กำลังจิกผลมะม่วงสุกกินอยู่บนกิ่งไม้เหนือเจ้ากระรอกขึ้นไป ใกล้ ๆ กันก็มีมดแดงกำลังเดินเข้าแถวผ่านไปมา เจ้ากระรอกหางแดงทำท่าฉงนแล้วฉุกคิดว่า

คำศัพท์ : นกปรอด เป็นนกที่หากินบนต้นไม้ ปากเรียวแหลมสีดำ ปลายปากโค้งเล็กน้อย และมีขนสั้นแข็งบริเวณโคนปาก คอสั้น ลำตัวเพรียว ปีกสั้น หางยาว หลายชนิดมีหงอนสั้น ๆ ส่วนใหญ่มีเสียงแหลมไพเราะ มักพบอยู่รวมกันมีหลายชนิดเช่น นกปรอดเหลืองหัวจุก นกปรอดหัวโขน นกปรอดสวน เป็นต้น

 “โลกนี้มีสัตว์ต่าง ๆ มากมายจริง ๆ ทำไมกระรอกอย่างเราถึงบินไม่ได้เหมือนนก แต่คิด ๆ ไปนกก็วิ่งไม่เร็วเท่าเรา แล้วทำไมมดต้องเดินเข้าแถว”
 เจ้าหางแดงเก็บความสงสัยไว้ แล้ววิ่งไต่กิ่งไม้ลงมาหาคุณปู่หนวดยาว พลันร้องเรียก
 “เจ้าคุณปู่หนวดยาว....คุณปู่หนวดยาว คุณปู่ทราบไหมว่ากระรอกอย่างเรา นกปรอดแล้วก็มดเจ้าระเบียบเนี่ยเกิดมาได้อย่างไร” เจ้าหางแดงถามคุณปู่
“กว่าจะมาเป็นกระรอกอย่างเราเนี่ยนะ ต้องย้อนเวลาไปถึง 4,600 ล้านปีก่อนโน้น”
 “โอ้โฮ 4,600 ล้านปีเนี่ยนานมั๊ยครับ คุณปู่หนวดยาว”
 “นานมากเลยล่ะ หลายเอ๊ย...”

เรื่องมีอยู่ว่า....นานมาแล้วประมาณ 4,600 ล้านปี โลกกลม ๆ ของเราใบนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตชนิดใดเกิดขึ้นมาเลย จะมีก็แต่น้ำ ดิน ทราย มีความร้อนระอุ และมีก๊าซต่าง ๆ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และไนโตรเจน ต่อมาบางส่วนของก๊าซเหล่านี้ก็สามารถรวมตัวกัน

คำศัพท์ : ร้อนระอุ หมายถึงร้อนมาก ,ร้อนทั่ว
คาร์บอนไดออกไซด์ : คือ แก๊สชนิดหนึ่ง ไม่มีสี เกิดจากการเผาไหม้โดยสมบูรณ์ของธาตุคาร์บอน หรือสารอินทรีย์ เป็นแก๊สหนักกว่าอากาศและไม่ช่วยการเผาไหม้ จึงใช้ประโยชน์ในการดับเพลิง และใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มอัดลม เช่น น้ำโซดา น้ำหวาน ใช้ทำน้ำแข็งแห้ง เป็นตัวทำความเย็น
มีเทน : คือ สารประกอบอินทรีย์ชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นแก๊ส ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไวไฟ ปรากฎในที่ซึ่งมีสารอินทรีย์ผุพังเน่าเปื่อย ในบ่อถ่านหินในแก๊สธรรมชาติ ประโยชน์เป็นแก๊สเชื้อเพลง และใช้ในอุตสาหกรรมสังเคราะห์โปรตีน
แอมโมเนีย : สารประกอบอนินทรีย์ชนิดหนึ่ง ลักษณะเป็นแก๊ส ไม่มีสี กลิ่นฉุน ละลายน้ำได้ดี ใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมทำปุ๋ย กรดไนตริก ใยสังเคราะห์ ใช้เป็นตัวทำความเย็น
ไนโตรเจน : ลักษณะเป็นแก๊ส ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่ไวต่อปฏิกิริยาเคมี มีปรากฎอยู่ประมาณร้อยละ 80 ในบรรยากาศ ธาตุนี้มีความสำคัญยิ่งต่อสิ่งมีชีวิต โดยเป็นองค์ประกอบสำคัญของโปรตีนและกรดนิวคลิอิก

เกิดเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กที่สุด ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ซึ่งเรียกว่า “เซลล์” เซลล์มากมายรวมกันอยู่แล้วพัฒนาไปเป็น “จุลินทรีย์”
จุลินทรีย์มีสารพิเศษที่สามารถเปลี่ยนแสงอาทิตย์ให้เป็นอาหารได้ แล้วยังทำให้เกิดก๊าชออกซิเจนหรืออากาศที่เราหายใจอยู่ทุกวันนี้ และเมื่อเวลาผ่านไป ๆ เจ้าสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ เหล่านี้ก็พัฒนาตัวเองขึ้นทุกวัน เปลี่ยนแปลงรูปลักษณะไป และซับซ้อนมากขึ้น ๆ จนกลายเป็นพืชและสัตว์

คำศัพท์ : เซลล์ คือ หน่วยชีวิตที่เล็กที่สุด
จุลินทรีย์ : คือ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมาก มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นต้องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์

จากนั้นสิ่งมีชีวิตบนพื้นโลกก็วิวัฒนาการเป็นพืชและสัตว์ เริ่มมีปลา หอย และสัตว์เลื้อยคลาน เมื่อประมาณ 300-400 ล้านปี
และในเวลาต่อมามีสิ่งมีชีวิตบนพื้นโลกก็มีการพัฒนาให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ในยุคของไดโนเสาร์ที่มีทั้งพวกบินได้ พวกที่อาศัยอยู่ในน้ำและบนบก จนกระทั่งเมื่อ 65 ล้านปีมานี้เอง พวกไดโนเสาร์จึงได้สูญพันธุ์ไป หลังจากนั้น ก็มีสิ่งมีชีวิตมากมายหลากหลายชนิดเกิดขึ้นบนโลกกลม ๆ ใบนี้ รวมทั้งมนุษย์ด้วย

“โลกกลม ๆ เหมือนมังคุด ที่เราเก็บกินหรือเปล่าคะ” เจ้ากระรอกน้อยหางเทาเอ่ยถามบ้าง 
 “ก็คล้าย ๆ แบบนั้นแหละ แต่ถ้าอยากรู้ว่าโลกกลมแบบไหนนะ คืนนี้เป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง ก่อนเข้านอนก็ให้พวกหลาน ๆ แหงนดูพระจันทร์ โลกก็กลมแบบพระจันทร์เต็มดวง่นั้นแหละ” คุณปู่หนวดยาวตอบ
 “เช้าวันใหม่กระรอกเด็ก ๆ ต่างรีบตื่นขึ้นมา และมาหาคุณปู่หนวดยาวที่ขอนไม้ใหญ่ เพื่อแข่งกันเล่าถึงพระจันทร์วงกลม ๆ ที่เมื่อคืนได้สังเกตดูกัน
 “คุณปู่....คุณปู่หนวดยาว พวกเราเห็นพระจันทร์ดวงกลม ๆ แล้ว สวยจริง ๆ เลย”
 “อืม...ข้าก็เห็น ข้าชอบดูพระจันทร์ตอนเต็มดวงมาก แต่วันนี้ข้าจะเล่าเรื่องพระอาทิตย์ให้พวกเจ้าฟัง”
 กระรอกน้อยหางแดงและหางเทาต่างตั้งอกตั้งใจฟังสิ่งที่คุณปู่หนวดยาวกำลังจะเล่าต่อไป...
 “โลกของเราประกอบด้วย 2 สิ่ง ก็คือสิ่งมีชีวิต และสิ่งไม่มีชีวิต ส่งไม่มีชีวิต เช่นแสงแดดของพระอาทิตย์ ความชื้น ลม น้ำ ดิน อากาศ และหิน เป็นต้น สิ่งมีชีวิตก็คือทุกสิ่งที่ต้องหายใจและกินอาหารถึงจะมีชีวิตอยู่ได้ เช่น กระรอกอย่างเรา เจ้านกปรอดตัวนั้น ต้นไม้ หญ้า สัตว์ทุกชนิด มนุษย์ในหมู่บ้านข้าง ๆ ป่าแห่งนี้ รวมถึงจุลินทรีย์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่เล็กมากจนไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า 

“แสงอาทิตย์นี่แหละที่ให้พลังงานแก่พืช พลังงานแสงแดดนี้มีความสำคัญมาก พวกเจ้าลองสังเกตดูซิ พืชที่มีร่มเงาบังหรือได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ ก็ไม่ค่อยเจริญเติบโตเท่าที่ควร แต่ถ้าพืชอยู่ในที่โล่งแจ้ง ได้รับพลังงานแสงแดดมากกว่าก็จะเจริญเติบโตได้เร็วกว่า”
 “เมื่อพืชได้รับแสง น้ำ และธาตุอาหารในดิน ก็จะสังเคราะหืแสงด้วยคายก๊าชออกซิเจนออกมาจากใบ ทำให้กระรอกอย่างเรามีอากาศหายใจ พืชก็เติบโตออกดอกออกผลมา เป็นอาหารของพวกเราอีกด้วย เห็นไหมว่าถ้าไม่มีต้นไม้ และแสงอาทิตย์ พวกเราคงแย่แน่ๆ เลย”
 “ถ้าโลกนี้มีแต่กระรอกอย่างพวกเราเท่านั้นก็ดีซิคุณปู่ จะได้ไม่มีใครมาแย่งกินมะม่วงบนต้นนี้”
เจ้าหางเทาออกความคิดแบบเด็ก ๆ

แต่คุณปู่หนวดยาวบอกว่า “บนโลกของเรานี้ ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอยู่ได้โดยลำพัง หรือเพียงชนิดเดียวหรอกหลายเอ๊ย เพราะสัตว์อย่างพวกเรา และก็พวกมนุษย์ไม่สามารถสร้างอาหารเองได้ กระรอกต้องพึ่งพาลูกไม้เป็นอาหาร อาศัยต้นไม้อยู่ หายใจด้วยอากาศที่ต้นไม้คายออกมา...

เจ้าเห็นหนอนตัวนั้นไหม ที่กำลังกินใบมะม่วงอ่อน หนอนก็ต้องกินใบไม้เป็นอาหาร แล้วเจ้านกกางเขนก็ต้องกินหนอนเป็นอาหารอีกทีหนึ่ง สัตว์และต้นไม้บนโลกนี้ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน อยู่ร่วมกัน แบ่งปันกัน และก็แก่งแย่งอาหารกันเองด้วยนั่นแหละ

หากเจ้ามองลงไปในทุ่งหญ้าข้างคูน้ำ ที่มีเจ้าหนูนาพวกนั้น ทุกวันเราจะเห็นหนูถูกเหยี่ยวโฉบกินอยู่เป็นประจำในเวลากลางวัน ส่วนกลางคืนมันก็ต้องผวาซ่อนให้มิดชิด ไม่เช่นนั้นอาจถูกนกเค้าแมวจับไปกินเช่นกัน เหมือนปลาใหญ่กินปลาเล็กในหนองน้ำ ปลาก็ถูกมนุษย์กินอีกทีหนึ่ง

สิ่งมีชีวิตบนโลกจึงเป็นทั้งผู้บ่า และผู้ถูกล่าในเวลาเดียวกัน สิ่งมีชีวิตจะกินต่อกันเป็นทอด ๆ เป็นลำดับขั้นเรียกว่า “ห่วงโซ่อาหาร” เช่น กวางกินหญ้า เสือกินกวาง เสือตายเน่าเปื่อยกลายเป็นปุ๋ยเป็นอาหารแก่หญ้า”

คำศัพท์ : ห่วงโซ่อาหาร เมื่อสิ่งมีชีวิตหนึ่งกินสิ่งมีชีวิตหนึ่งเป็นอาหารแล้ว ก็อาจถูกสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ กินเป็นอาหารต่อไปอีก ซึ่งเป็นการกินต่อเป็นทอด ๆ เช่น หนอนกินผัก ลูกไก่กินหนอน นกเหยี่ยวกินลูกไก่ นกเหยี่ยวตายแล้วย่อยสลายกลายเป็นดิน ซึ่งมีธาตุอาหารของพื้ชผักต่อไป

“คุณปู่หนวดยาวครับ แล้วทำไมพวกเราถึงกินผลไม้ละครับ ไม่เหมือนพวกเจ้าหมาป่าเลยที่กินสัตว์เป็นอาหาร” กระรอกตัวจ้อยชักสงสัย
 “เป็นคำถามที่ดีมากเลยล่ะ เพราะว่าห่วงโซ่อาหารนั้นแบ่งเป็นผู้ล่ากับผู้ถูกล่า หรือผู้ผลิตกับผู้บริโภค กินต่อกันเป็นทอด ๆ เป็นลำดับขั้น ต่างก็เป็นผู้หาอาหารและก็เป็นอาหารของสัตว์อื่นด้วย พืชจึงเรียกได้ว่าเป็นผู้ผลิต เป็นอาหารของสัตว์มากมาย แล้วกระรอกที่กินพืชอย่างเราก็เรียกว่าผู้บริโภค สัตว์กินอาหารต่างกั้น บางชนิดกินพืช บางชนิดกินสัตว์เป็นอาหาร เพราะสัตว์ในโลกนี้ ธรรมชาติสร้างมาให้มีลำดับขั้นมากมาย...

ผู้ผลิตกับผู้บริโภคแบ่งเป็นระดับขั้นได้ ดังนี้
ผู้ผลิต คือ พืช ที่ใช้แสงแดด น้ำ และธาตุอาหาร ในดินสร้างความเจริญเติบโต
ผู้บริโภคขั้นที่ 1 คือ สัตว์ที่กินพืชเป็นอาหาร เช่น แมลง หนอน เต่า กระต่าย กระรอก ช้าง ยีราฟ วัว ควาย เป็นต้น
ผู้บริโภคขั้นที่ 2 คือ สัตว์ที่กินสัตว์ด้วยกันเป็นอาหาร เช่น เสือ หมาป่า จระเข้ งู และเหยี่ยว เป็นต้น
“คุณปู่หนวดยาว แล้วพวกมนุษย์ในหมู่บ้านข้าง ๆ ป่าเราล่ะ ก็เห็นกินพืชและกินสัตว์นะ”
“มนุษย์กินทั้งพืชและสัตว์ ในทุกระดับของห่วงโซ่อาหาร พวกสัตว์ที่กินทั้งพืชและสัตว์เป็นอาหาร ถือเป็นผู้บริโภคขั้นที่ 3
ส่วนผู้บริโภคขั้นสุดท้าย เป็นผู้ย่อยสลาย คือ จุลินทรีย์ สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ พวกนี้จะกินทั้งซากพืชและซากสัตว์ที่ล้มตายแล้วเป็นอาหาร ช่วยย่อยสลายให้กลายเป็นปุ๋ยในดิน ให้ต้นไม้ดูดไปเป็นอาหารสร้างความเจริญเติบโตออกดอกออกผลให้เรากินกันอีกที วนเวียนอยู่อย่างนี้นั่นแหละ”

คำศัพท์ : ธาตุอาหาร สิ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช เกิดจากการย่อยสลายของอินทรีย์วัตถุและอนินทรีย์วัตถุ ธาตุอาหารหลักที่จำเป็นสำหรับพืช ได้แก่ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซี่ยม (K)
ผู้ย่อยสลาย : สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ พวกจุลินทรีย์ ส่วนใหญ่ได้แก่ บัคเตรี เห็ด รา ยีสต์ พวกนี้ไม่สามารถปรุงอาหารเองได้ จึงต้องอาศัยซากของสิ่งที่มีชีวิตต่าง ๆ ภายในดิน กลุ่มผู้ย่อยสลายเหล่านี้จะทำหน้าที่เปลี่ยนสารอินทรีย์เป็นสารอนินทรีย์ที่พื้ชต้องการได้

 “เจ้ากระรอกน้อยเอ๋ย พวกเจ้าลองสังเกตกันดูซิว่า รอบ ๆ ตัวเจ้านี้มีอะไรบ้าง” คุณปู่หนวดยาวทดสอบความช่างสังเกตของกระรอกน้อย
 “มีต้นมะม่วง มีหญ้า มีหิน มีท้องฟ้า มีหนอน มีพื้นดิน และมีเถาวัลย์ที่พันต้นมะม่วงอยู่” กระรอกหางเทาชิงตอบเป็นตัวแรก
 “มีมดแดง มีแมลงหวี่กินมะม่วงสุก มีนกที่ชอบมาแย่งมะม่วงเรากิน มีน้ำค้างตอนเช้า ๆ มีแสงอาทิตย์แล้วก็บางวันก็มีฝนตก แล้วก็มีพระจันทร์ดวงกลมโต” เจ้าหางแดงไม่ยอมน้อยหน้าทำท่าภูมิใจที่ตอบได้มากกว่า
“เจ้าตอบถูกทั้งสองตัวเลย พวกเจ้าจำไว้เลยว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบ ๆ ตัวเจ้าเรียกว่า “ระบบนิเวศ” ทั้งที่เป็นสัตว์และต้นไม้ จุลินทรีย์ผู้ย่อยสลายในดิน คือ สิ่งมีชีวิต รวมทั้งสิ่งไม่มีชีวิต อย่างดิน หิน น้ำ ท้องฟ้า แสงแดดด้วย...

คำศัพท์ : ระบบนิเวศ เป็นระบบของสิ่งมีชีวิตซึ่งอยู่ได้ด้วยตัวเองและมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมที่อยู่โดยรอบ

 ในแต่ละที่ก็จะมีสิ่งแวดล้อมและแหล่งอาหารคือต้นไม้และสัตว์ต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน สัตว์แต่ละชนิดก็เลือกแหล่งที่อยู่เหมาะสมต่างกันไป”
 “แล้วระบบนิเวศมีอยู่ที่ไหนบ้างล่ะคะ” เจ้าหางเทาเริ่มสงสัย
 “ระบบนิเวศมีอยู่ทุกที่ ทุกหนทุกแห่ง รอบ ๆ ตัวเจ้า ข้าอายุมากแล้วและได้เดินทางไปในหลายที่ เดี๋ยวข้าจะเล่าให้พวกเจ้าฟังเพราะนอกจากทุ่งหญ้าและป่าไม้ที่เราอาศัยอยู่แล้ว ยังไม่อีกหลาย ๆ ที่ ซึ่งพวกเจ้าไม่เคยเห็น เช่นสระน้ำ กลางทุ่งนา และในป่าดงดิบ..

สระน้ำเล็ก ๆ สระหนึ่งก็คือระบบนิเวศหนึ่งระบบ สระน้ำบางแห่งจะมีพืชและสัตว์เป็นจำนวนมาก ส่วนสัตว์ต่าง ๆ ก็มีมาก เช่น มีแมลงบินโฉบเฉี่ยวคอยกินพืชน้ำ มีกบ เขียด อาศัยอยู่ บนใบบัว คอยดักจับแมลงที่บินผ่านเป็นอาหาร

พวกพืชก็จะมีอยู่ทั้งใต้น้ำ และลอยน้ำอยู่ เช่น สาหร่าย หรือบัวจะเติบโตได้ต้องหยั่งรากลงไปในดินโคลนใต้น้ำ แตกกิ่งใบออกมาเป็นที่วางไข่ และหลบภัยของลูกปลา พืชน้ำเหล่านี้ยังทำหน้าที่ผลิตออกซิเจนให้กับสัตว์น้ำได้มีอากาศหายใจ และมีชีวิตอยู่ได้...

เมื่อลูกปลาโตขึ้นก็จะกินลูกน้ำและแพลงก์ตอนที่มีอยู่มากมายในน้ำเป็นอาหาร ส่วนขี้ปลาที่ถ่ายออกมาก็จะมีสัตว์จำพวกหอยคอยเก็บกวาดทำความสะอาดอยู่เสมอ แต่เมื่อไหร่ที่สระน้ำตื้นขืน น้ำแห้งลงจนไม่มีน้ำอยู่ในสระเลย สิ่งมีชีวิตทั้งหลายก็จะไม่มีแหล่งที่อยู่ และตายไปในที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างในสระน้ำล้วนเกื้อกูลกันและกัน ทั้งหมดนี้รวมเรียกว่า ระบบนิเวศในสระน้ำ”

กระรอกน้อยสองตัวฟังคุณปู่หนวดยาวเล่าเรื่องกันเพลินทีเดียว
 “อยากไปดูในสระน้ำบ้างจังเลยครับคุณปู่ ที่สระน้ำต้องมีต้นไม้กับสัตว์แปลก ๆ ที่ไม่เหมือนแถวป่าที่เราอยู่นี้ใช่ไหมครับ” กระรอกน้อยอยากรู้อยากเห็นเมื่อได้ฟังเรื่องราว 
 “ถูกต้องแล้ว แต่พวกเราต้องระวังตัวให้มาก เพราะอย่าลืมว่ากระรอกอย่างเราเนี่ยว่ายน้ำไม่เก่งนะ เจ้าควรไปคอยเฝ้าสังเกตจากบนต้นไม้ใหญ่ ต้นที่อยู่ใกล้สระน้ำมากที่สุดก็แล้วกัน”
 “อีกแห่งหนึ่งที่ปู่จะเล่าให้ฟังก็คือ ป่าดงดิบ ก็คล้าย ๆ กับป่าแถวบ้านเรานี่แหละ แต่มีต้นไม้หนาแน่นและสัตว์ป่ามากกว่า...
 ...ในป่าดงดิบเป็นบ้านของสัตว์นานาชนิด จะมีต้นไม้ใหญ่ ๆ มีไม้พุ่ม และไม้คลุมดิน มีเถาวัลย์และไม้เลื้อยอยู่มากมายพันอยู่กับต้นไม้อื่น ๆ รวมกันอยู่อย่างหนาแน่น ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งมีความสำคัญต่อสัตว์ต่าง ๆ อย่างมาก เหมือนต้นมะม่วงต้นนี้เพราะว่า
 ใบไม้ เป็นอาหารของสัตว์ที่กินใบไม้เป็นอาหาร เช่น ช้าง กวาง หนอน บุ้ง และใบไม้ยังเป็นบ้าน เช่น มด ชอบห่อใบไม้ทำเป็นรัง ผึ้ง แตน ต่อ ก็ทำรังบนกิ่งไม้ งูก็อาศัยอยู่บนกิ่งไม้ ลิง และกระรอกอย่างพวกเรา ก็ต้องอาศัยต้นไม้เป็นบ้านเหมือนกัน

คำศัพท์ : ป่าดงดิบ เป็นป่าที่มีอยู่ทั่วไปในเขตร้อน ฝนชุก เป็นป่ารกทึบ ซึ่งมีพรรณไม้ใบสีเขียวชอุ่มตลอดปี ไม่ผลัดใบ

เกสรดอกไม้ เป็นแหล่งน้ำหวานของผึ้ง ผลไม้เป็นอาหารของสัตว์ต่าง ๆ
เถาวัลย์และไม้เลื้อย เป็นทางเดินที่สำคัญของพวกสัตว์ต่าง ๆ เช่น มด แมลงต่าง ๆ และสัตว์เลื้อยคลาน เช่น กิ้งก่า ส่วนพื้นดิน หิน ทราย นั้นถือเป็นบ้านของต้นไม้อีกทีหนึ่ง เพราะในดินเป็นแหล่งอาหารเก็บความชุมชื้นของน้ำ เป็นที่ยึดเหนี่ยวรากให้ต้นไม้ยืนต้นและเติบโตได้ นอกจากนี้ในดินยังเป็นที่อยู่ของมด ปลวก โพรงของหนู และกระต่าย รวมทั้งพวกจุลินทรีย์ผู้ทำหน้าที่ย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ที่ตายไปด้วย

ต้นไม้และพืชพันธุ์จำนวนมากเมื่ออยู่รวมกัน และได้รับแสงอาทิตย์ ก็จะช่วยกันผลิตออกซิเจนให้สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ได้หายใจ คลายความร้อนออกมาจากใบเป็นหยดน้ำทำให้อากาศเย็นฉ่ำ มีความชุ่มชื้นกลายเป็นต้นน้ำ เมื่อหยดน้ำรวมกันมาก ๆ เข้า ก็จะไหลสู่ที่ต่ำรวมกันเป็นสายน้ำ เป็นแหล่ง่น้ำให้สัตว์ได้ดื่มกิน และเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ แล้วสัตว์ต่าง ๆ ในป่าดงดิบก็จะมีห่วงโซ่อาหารของทั้งผู้ล่าและผู้ถูกล่า เหมือนกับที่อื่น ๆ เช่น มีกวางที่แทะเล็มใบไม้เป็นอาหาร แล้วก็มีเสือคอยจับกวางกินเป็นอาหารอีกทอดหนึ่ง เป็นต้น
 ทุกสิ่งที่อยู่ร่วมกันในป่าล้วนมีความเกี่ยวพันกัน พึ่งพาอาศัยกันและกัน เป็นระบบนิเวศที่มีความซับซ้อนมากกว่าที่อื่น ๆ”
 “คุณปู่หนวดยาวเล่าเรื่องป่ามาตั้งนาน แล้วคุณปู่หนวดยาวรู้หรือเปล่าว่า ป่าไม้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ลองเล่าให้ฟังหน่อยซิคะ”
 “เรื่องของป่าไม้...นั่นน่ะ ข้าก็พอรู้อยู่นะ ปู่ทวดของข้าเล่าให้ฟังเหมือนกันว่าก่อนที่พวกมนุษย์จะมีบ้านอยู่ ก็อาศัยอยู่ในป่านี่แหละ ส่วนเรื่องของป่าไม้เกิดขึ้นมารได้อย่างไรนั้น ปู่ทวดของข้าบอกว่า...
เมื่อก่อนป่าก็เป็นที่ว่างเปล่า ที่เป็นพื้นดินโล่ง ๆ แล้วหลังจากนั้นมีฝนตกลงมา ก็เกิดการสะสมของน้ำกลายเป็นแอ่งน้ำ เมื่อมีแอ่งน้ำก็มีพืชเล็ก ๆ เกิดขึ้นก่อน อย่างเช่น พวกสาหร่าย มอส ตะไคร่น้ำ แล้วก็ค่อย ๆ เพิ่มจำนวนมากขึ้น มีการสะสมของซาก พืชที่ตายแล้วเป็นตะกอนหนาขึ้นทุกวัน กลายเป็นดินที่อุดมสมบูรณ์จนมีไม้พุ่มเกิดขึ้นและก็มีไม้ยืนต้นเกิดตามขึ้นมาอีก ซึ่งต้องใช้เวลานานมาก ๆ หลายร้อยหลายพันล้านปีผ่านไปจึงกลายเป็นป่าใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์
เหมือนที่เราอยู่ แล้วปู่ทวดของข้ายังบอกอีกว่าป่ามีประโยชน์มากมายมหาศาล...

ป่าไม้ช่วยทำให้เกิดความชุ่มชื้น ช่วยทำให้ฝนตก ทำให้เกิดลม เป็นแหล่งออกซิเจนดูดซับอากาศพิษ ป่าไม้ช่วยกักเก็บน้ำไว้ ช่วยไม่ให้ดินพังทลาย เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ และเป็นแหล่งอาหาร”
 “ข้าจะถามพวกเจ้าบ้างล่ะ เจ้ากระรอกตัวน้อย ๆ ทั้งหลาย ข้าเป็นห่วงพวกเจ้าเหลือเกินนะ ต่อไปถ้าป่าไม้ถูกทำลายลงไปหมด แล้วพวกเจ้าจะไปอยู่ที่ไหนกัน
 “ไม่รู้ซิ แล้วทำไมต้องทำลายป่าด้วยล่ะ คุณปู่หนวดยาว”
 “ก็พวกมนุษย์นั่นแหละ เพิ่มจำนวนมากขึ้น ๆ ก็มารุกรานพืนที่ของสัตว์ป่าอย่างเรา ในสมัยก่อนนั้น มนุษย์ทำลายป่าเพื่อใช้พื้นดินในการทำการเกษตรกรรม ปลูกสร้างที่อยู่อาศัย ใช้ไม้เป็นเชื้อเพลิงในการหุงหาอาหาร ใช้สร้างที่อยู่อาศัย

ถ้าต้นไม้และป่าหมดลงไปเรื่อยๆ นอกจากพวกเราจะไม่มีที่อยู่อาศัยแล้วนะ การทำลายป่ายังทำให้พื้นดินที่เคยชุ่มชื้นนั้นแห้งแล้ง อากาศเย็นก็จะกลายเป็นร้อนอบอ้าว ฝนก็ไม่ตกตามฤดูกาล
ในปัจจุบันพื้นที่ป่าที่เคยปกคลาแผ่นดินที่เขียวชอุ่มได้ถูกทำลายลงอย่างมาก ซึ่งมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างดิน น้ำ และพืช ให้ขาดความสมดุล ดินชั้นบนที่อุดมสมบูรณ์ที่สะสมกันมาเป็นเวลาหลายพันปี จะถูกซะล้างทำลาย และลดความอุดมสมบูรณ์ไปเรื่อย ๆ เมื่อฝนตกหนัก ๆ ก็ไม่มีป่าไม้ดูดซับน้ำไว้ นำจึงท่วมอย่างรวดเร็ว

นอกจากทำลายป่าแล้ว มนุษย์ก็ยังชอบปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำ ลำธาร ทำให้ปลาที่เคยมีชีวิตอยู่ต้องตายไป สัตว์น้ำต่าง ๆ ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ จนอาจสูญพันธุ์ไปได้ แล้วมนุษย์ก็ยังทำให้อากาศเสีย ด้วยการปล่อยควันพิษจากยานพาหนะ และจากโรงงานอุตสาหกรรม หากไม่ช่วยกันรักษาไว้สิ่งที่เคยมี เคยเห็น หรือเคยอยู่อย่างสุขสบาย และสวยงาม ก็อาจจะหมดไปได้
 “ข้ามีเรื่องหนึ่งที่อยากจะฝากพวกเจ้า”
 “คุณปู่หนวดยาว จะฝากอะไรกับพวกเราล่ะ”
 “เรื่องที่ข้าจะฝากพวกเจ้าก็คือ...ช่วยกันดูแลป่าของเราให้ดี ๆ นะ ข้าไม่อยากเห็นป่าที่เราอาศัยมานานโดนทำลายไป”
 “พวกเราสัญญาว่าจะดูแลป่า และต้นไม้ที่นี่ครับ คุณปู่หนวดยาว” เจ้ากระรอกตัวจ้อยหางแดงตอบรับ และหวังว่าโลกแสนสุขของเหล่ากระรอกจะได้มีอยู่ไปอีกนาน ๆ
 “แล้วคุรปู่ไม่อยู่ดูแลด้วยเหรอคะ”
 “ข้าแก่มากแล้ว อีกไม่นานก็คงจต้องจากไปแล้วล่ะ”
 “และแล้วหลังจากวันนั้นอีกไม่นาน ในคืนวันพระจันทร์เต็มดวง คุณปู่หนวดยาวก็ได้หายตัวไป ไม่เคยมีเจ้ากระรอกตัวไหนเห็นคุณปู่หนวดยาวอีกเลย

มีเพียงแต่ขอนไม้ใหญ่ที่ว่างเปล่าใต้ต้นมะม่วงป่า...ที่เหลือไว้ให้เจ้ากระรอกเด็ก ๆ ได้มาวิ่งเล่น และมานั่งพูดคุยกันเวลาที่คิดถึงคุณปู่หนวดยาว


ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

 
 
 
 
  ที่มา:  คลิกที่นี่